วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

สัปดาห์ที่11



🐪การจัดการเรียนรู้ตามแนวการปฎิรูปการศึกษา🐪
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



    


 1.ความจำเป็นในการจัดการเรียนรู้ตามแนวการปฏิรูปการศึกษา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

    สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติได้สรุปถึงความจำเป็นในการจัดการเรียนรู้ซึ่งสามารถสังเคราะห์ได้ดังนี้

 →1.ปฏิรูปการเรียนรู้พัฒนาคุณภาพของคนไทย การปฏิวัติรูปวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่จะช่วยพัฒนาคนไทยให้เป็นคนที่มีความรู้ผู้กระทำตระหนักในคุณค่าของตนเองรู้จักควบคุมตนเองให้อยู่ในความดีงาม รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเป็นคนมีเหตุผลยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นมีความสามารถในการใช้ศักยภาพของสมองได้ทางซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสัดส่วนสมดุลย์กัน และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์จิตใจอ่อนโยนเกื้อกูลดำรงชีวิตอย่างอิสระและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

→2.ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งของสังคมไทย  ให้สมาชิกของสังคมมีจิตสำนึกร่วมกันในการเผชิญสถานการณ์และการแก้ปัญหาของส่วนรวมและบริหารอย่างถูกต้องแยบยล ลดความขัดแย้งทุกคนมีความรับผิดชอบที่จะนำพาสังคมให้ก้าวหน้าและเข้มแข็ง

→3.ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและบริบทการเรียนรู้ในยุคโลกาภิวัตน์  การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดให้สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัตน์ที่วิทยาการเจริญและความรู้ศัพท์พระวิทยาการดำเนินไปในทางต่างๆด้วยความรวดเร็วข้อมูลและข่าวสารต่างๆเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา. และผู้เรียนต้องมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

→4.ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน. การปฏิรูปการเรียนรู้กับเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนพ่อแม่ผู้ปกครองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินตามพระราชบัญญัติการศึกษา เป็นการเปิดแนวทางให้ครูพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนที่มีอิสระในการอบรมเลี้ยงดูจัดหลักสูตรอันเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

→5.ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย   การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นหัวใจของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นภารกิจที่มีกฎหมายรองรับ ครูอาจารย์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องฝึกปฏิบัติให้บรรลุสำเร็จตามเจตนารมย์ของกฎหมาย



2.แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวปฏิรูปการศึกษา. 
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

   ปัจจุบันได้มีผู้นำเสนอแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนไปสู่จุดหมายปลายทางอันเพิ่งประสงค์ได้ 2วิธี คือ

1.การจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
โดยผู้เรียนเป็นผู้ทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกความรู้เป็นผลพลอยได้จากการทำกิจกรรมระหว่างทำกิจกรรมเด็กจะได้พัฒนาตนเอง ทางการคิดการปฏิบัติการแก้ปัญหาและเทคนิคต่างๆที่เรียกว่าเรียนรู้วิธีการหาความรู้

2.จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นกระบวนการ การมีขั้นตอนต่างๆให้ผู้เรียนแสดงออกหรือปฏิบัติโดยใช้ร่างกายความคิดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ คือ.ความรู้หลังจากการทำกิจกรรมและมีการเปลี่ยนแปลงติกรรมคุณสมบัติทางความรู้ความคิดทักษะความสามารถทางการปฎิบัติ

     🍕นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้สรุปประเด็นสาระสำคัญทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญ 🍕ดังนี้

  • ประเด็นที่ 1 การเรียนรู้โดยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
  • ประเด็นที่ 2 การเรียนรู้เรื่องของตนเองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ประเด็นที่ 3 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
  • ประเด็นที่ 4 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดและแก้ปัญหาโดยเน้นประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ
  • ประเด็นที่ 5 การเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้
  • ประเด็นที่ 6 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาประชาธิปไตย
  • ประเด็นที่ 7 การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาและศิลปะวัฒนธรรม
  • ประเด็นที่ 8 การวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้
  • ประเด็นที่ 9 การเรียนรู้ร่วมมือของครอบครัวชุมชน
  • ประเด็นที่ 10 การประเมินผลการเรียนรู้


3.การปฎิรูปกาเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

      คำว่าผู้เรียนเป็นสำคัญจากบทบัญญัติในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่บัญญัติไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถให้น่ะตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสำหรับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นหลักการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนรู้หลากหลายทฤษฎี. ซึ่งมีนักคิดหลายท่านกล่าวไว้ดังนี้ เช่น

👨ประเวศ วสี มองในเชิงหลักการว่าการจัดการเรียนรู้ที่เอาชีวิตจริงของผู้เรียนเป็นตัวตั้งเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญา ให้รู้จักตนเองรู้จักโลกสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งทางเศรษฐกิจสังคมจิตใจอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลภาพ 
👩สำหรับสมุน อมรวิวัฒน์ มีแนวคิดว่าการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนอิสรภาพได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์เรียนรู้อย่างมีความสุขเน้นกระบวนการที่ปฏิบัติได้จริงสอดคล้องกับความถนัดทัศนคติ สอนให้ทำนำให้คิดลงมือทำเรียนรู้สอนตนเองเอาความจริงเป็นตัวตั้ง วิชาเป็นตัวประกอบ
👨แต่โกวิท ประวาลพฤกษ์ มีแนวคิดสู่การปฏิบัติให้เกิดจริงว่าการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุดภายหลังการเรียนหนูต้องไปผู้เรียนมีแนวคิดความคิดบางอย่างและลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องแม่นยำอันเป็นการสร้างบุคลิกภาพที่ดีคุณธรรมและการพัฒนารอบด้านของผู้เรียน ถ้าการศึกษาจะได้ครบถ้วนในกระบวนการดังกล่าวมาแล้วผู้เรียนจะคิดเองได้ตัดสินเองได้ลงมือปฏิบัติได้มีศักยภาพในการตัดสินใจ 
สำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานครได้ระบุการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญและมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและคนดีมีความสุขโดยมีกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งหมด 11 กิจกรรมคือ
  • 1.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านมนุษย์สัมพันธ์
  • 2.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์และมิติสัมพันธ์
  • 3.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านเหตุผลทางคณิตศาสตร์
  • 4.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านภาษา
  • 5.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านดนตรี
  • 6.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านศิลปะ
  • 7.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านพลศึกษา
  • 8.กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน
  • 9.กิจกรรมศูนย์เพื่อเด็กจิตวิทยาแนะนำและสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
  • 10.กิจกรรมศูนย์วิทยาการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน
  • 11.กิจกรรมการวัดและประเมินผลที่เสริมสร้างศักยภาพผู้เรียน


4.วิธีสอนตามแนวปฎิรูปการศึกษา


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


วิธีสอนในปัจจุบันตามแนวปฎิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและฉบับที่แก้ไขได้ เรียก่าวิธีการจัดการเรียนรู้ในมาตตราที่22 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้โดยมีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 เป็นกรอบหรือทิศทางให้มุ่งแสวงหาวิธีการจัดการเรียนรู้เกิดความสมดุลย์ทางด้านปัญญาความคิดและด้านอารมณ์และความสามารถทางปัญญาและความคิดได้แก่ความคิดสร้างสรรค์และความคิดวิจารณญาณและส่วนความสามารถทางอารมณ์

วิธีการสอนแบบโครงงาน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การศึกษา การ์ตูน
ความหมาย
การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดประสบการณ์ให้แก่นักเรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง

วัตถุประสงค์
การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน
  • 1. มีประสบการณ์โดยตรง
  • 2. ได้ทำการทดลองและพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง
  • 3. รู้จักการทำงานอย่างมีระบบ  มีขั้นตอน
  • 4. ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
  • 5. ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา
  • 6. ได้รู้จักวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา
  • 7. ฝึกวิเคราะห์  และประเมินตนเอง

การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  เป็น กระบวนการแสวงหาความรู้ หรือการค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนอยากรู้หรือสงสัยด้วยวิธีการต่างๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของ กลุ่มเป็นการตัดสินใจร่วมกัน จนได้ชิ้นงานที่สามารถนำผลการศึกษาไปใช้ได้ในชีวิตจริง การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกันได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึกคิด การแก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริศนาความคิด และการสอนแบบร่วมกันคิด เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจากความสนใจ อยากรู้ อยากเรียนของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่ง ความรู้เบื้อง สามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง      
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับหลักการพัฒนาการคิดของ บลูม (Boom) ดังนี้
  • 1. ความรู้ความจำ
  • 2. ความเข้าใจ
  • 3. การนำไปใช้
  • 4. การวิเคราะห์
  • 5. การสังเคราะห์
  • 6. การประเมินค่า

   การเรียนรู้แบบโครงงานและยังเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ เรียนรู้ ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้  การสร้างสรรค์
     กระบวนการจัดการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 การเริ่มต้นโครงงาน เป็นระยะที่ผู้สอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจ ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน เลือกเรื่องที่จะศึกษาร่วมกัน
ระยะที่ 2 การพัฒนาโครงงาน เป็นขั้นที่ผู้เรียนกำหนดหัวข้อคำถาม หรือประเด็นปัญหา แล้วตั้งสมมุติฐานเพื่อตอบคำถามเหล่านั้น
ระยะที่ 3 ขั้นสรุป เป็นระยะที่ผู้สอน และผู้เรียนแบ่งปันประสบการณ์ การทำงานและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จมีกิจกรรมที่ผู้เรียนดำเนินการ ดังนี้
1. ผู้เรียนเขียนรายงานเป็นรูปแบบงานวิจัยเล็กๆ
2. ผู้เรียน นำเสนอผลงาน (แสดงเป็นแผงโครงงาน) ให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้ สรุปและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
     ขั้นตอนในการสอนทำโครงงานการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมี  4  ขั้นตอน คือ
  • 1. กำหนดความมุ่งหมายและลักษณะโครงงานโดยตัวนักเรียนเอง
  • 2. วางแผนหรือวางโครงงาน  นักเรียนต้องช่วยกันวางแผนว่าจะทำอะไร  ใช้วิธีการหรือกิจกรรมใด  จึงจะบรรลุจุดมุ่งหมาย
  • 3. ขั้นดำเนินการ  ลงมือทำกิจกรรมหรือแก้ปัญหา
  • 4. ประเมินผล  โดยประเมินว่ากิจกรรมหรือโครงงานนั้นบรรลุผลตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ หรือไม่  มีข้อบกพร่อง  และควรแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร

วิธีการทำโครงงาน
  • 1. ประชุมปรึกษาหารือ  เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับหัวข้อของโครงงาน  จากสิ่งต่อไปนี้

         – การสังเกต หรือตามที่สงสัย
         – ความรู้ในวิชาต่าง ๆ
         – จากปัญหาใกล้ตัว  หรือการเล่น
         – คำบอกเล่าของผู้ใหญ่  หรือผู้รู้
  • 2. เขียนหลักการ  เหตุผล  ที่มาของโครงงาน
  • 3. ตั้งวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
  • 4. กำหนดวิธีการศึกษา เช่น  การสำรวจ  การทดลอง  เป็นต้น
  • 5. นำผลการศึกษามาอภิปรายกลุ่ม
  • 6. สรุปผลการศึกษา   โดยการอภิปรายกลุ่ม
  • 7. ปรับปรุงชื่อโครงงาน  ให้ครอบคลุม  น่าสนใจ

การประเมินผลการทำโครงงาน
ครูผู้สอนจะเป็นผู้ประเมินการทำโครงงานของนักเรียนแต่ละกลุ่ม  โดยใช้แบบประเมินแผนผังโครงงานพิจารณาตามรายละเอียดดังนี้
  • 1. ชื่อเรื่องแสดงถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
  • 2. ชื่อเรื่องมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาคำถามมีการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิด
  • 3. สมมติฐานมีการแสดงถึงพื้นฐานความรู้เดิม
  • 4. วิธีการ  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  เหมาะสมสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและเนื้อหา
  • 5. แหล่งศึกษาสามารถค้นคว้าคำตอบได้
  • 6. วิธีการนำเสนอชัดเจน เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลา
วิดิโอที่เกี่ยวข้อง


วิธีการสอนแบบ 4 mat

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 4 mat

   เป็นแผนการสอนที่ประยุกต์มาจากใยแมงมุม แต่กิจกรรมจะเน้น 4ขั้นตอนใช้กับผู้เรียนที่มีคามแตกต่างกัน คือ
       ขั้นที่1 WHY (ทำไม) เพื่อตั้งคำถาม กระตุ้นให้เด็กสนใจ
       ขั้นที่2 WHAT( อะไร)เป้นการอธืบายความเข้าใจการศึกษาด้วยตนเอง
       ขั้นที่3 HOW(ทำอย่างไร) เป็นการนำไปปฏิบัติ การนำไปใช้
       ขั้นที่4 IF(ถ้า )เป็นการกระตุ้น

       🔁รูปแบบของผู้เรียนแบบ 4 mat🔁

             ผู้เรียนแบบที่ 1 (Active Experimentation) จะเรียนรู้ได้ดีและเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็ต่อเมื่อเขาได้ลงมือกระทำ มือไม้แขนขาได้สัมผัสและเรียนรู้ควบคู่ไปกับสมองทั้งสองด้านสั่งการเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ทั้งเนื้อทั้งตัวที่ต้องผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆประกอบกัน

             ผู้เรียนแบบที่ 2 (Reflective Observation) จะเรียนรู้โดยการผ่านจิตสำนึกจากการเฝ้ามองแล้วค่อยๆ ตอบสนอง

             ผู้เรียนแบบที่ 3 (Abstract Conceptualization) จะเรียนรู้โดยใช้สัญญาณหยั่งรู้มองเห็นสิ่งต่างๆเป็นรูปธรรมแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์จากการรับรู้ที่ได้มาเป็นองค์ความรู้

            ผู้เรียนแบบที่ 4 (Concrete Experience) จะเรียนรู้ได้ดีต่อเมื่อผ่านการวิเคราะห์ การประเมินสิ่งต่างๆ โดยการเอาตัวเองเข้าไปพิสูจน์หรือโดยการใช้หลักเกณฑ์แห่งเหตุผล
       
       ทั้ง 4  กลุ่ม ต่างมีจุดดีจุดเด่นคนละแบบ ซึ่งเป็นโครงสร้างทางกลไกทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีอยู่จริงในทุกโรงเรียนทั่วโลก ดังนั้นหน้าที่ของผู้เป็นครูย่อมต้องพยายามหาหนทางที่จะทำให้เกิดสภาวะสมดุลทางการเรียนรู้ให้ได้สภาวะสมดุล การสรรค์สร้างโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันทั้งโครงสร้างทางสติปัญญากลไกทางการเรียนรู้หรือการทำงานของสมองแตกต่างกันให้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความสามารถของตนออกมา พร้อมทั้งรู้จักและสามารถนำวิธีการของเพื่อนคนอื่นมาปรับปรุงลักษณะการเรียนรู้ของตน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนให้ดีขึ้น

      ⭃การจัดกิจกรรมการสอน  แบบ  4  Mat
       วิธีการใช้เทคนิคพัฒนาสมองซีกซ้ายซีกขวา กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้จะหมุนวนตามเข็มนาฬิกาไปจนครบทั้ง 4 ช่วง 4 แบบ (Why - What - How - If) แต่ละช่วงจะแบ่งเป็น 2 ขั้น โดยจะเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ใช้สมอง ทั้งซีกซ้ายและขวาสลับกันไป ดังนั้นขั้นตอนการเรียนรู้จะมีทั้งสิ้น 8 ขั้นตอนดังนี้

            ช่วงที่ 1 แบบ Why? / สร้างประสบการณ์เฉพาะของผู้เรียน

            ขั้นที่ 1 (กระตุ้นสมองซีกขวา) สร้างประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้เรียน การเรียนรู้เกิด
จากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา โดยครูสร้างประสบการณ์จำลอง ให้เชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เก่าของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสร้างเป็นความเหมายเฉพาะของตนเอง

           ขั้นที่ 2 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์ การเรียนรู้เกิดจากการจัด
          กิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกซ้าย โดยครูให้นักเรียนคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์ประสบการณ์จำลองจากกิจกรรมขั้นที่ 1ในช่วงที่ 1 นี้ครูต้องสร้างบรรยากาศให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้ และกระตือรือร้นในการหาประสบการณ์ใหม่อย่างมีเหตุผล และแสวงหาความหมายด้วยตนเอง ฉะนั้น ครูต้องใช้ความพยายามสรรหากิจกรรมเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวช่วงที่ 2 แบบ What? / พัฒนาความคิดรวบยอดของผู้เรียน

          ขั้นที่ 3 (กระตุ้นสมองซีกขวา) สะท้อนประสบการณ์เป็นแนวคิด การเรียนรู้เกิดจากการจัด
          กิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา โดยครูกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รวบรวมประสบการณ์และความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานของแนวคิด หรือความคิดรวบยอดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เช่น การสอนให้ผู้เรียนเข้าใจลึกซึ้งถึงแนวคิดของการใช้อักษรตัวใหญ่ในภาษาอังกฤษ ครูต้องหาวิธีอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างแจ้งชัด ว่าอักษรตัวใหญ่ที่ใช้นำหน้าคำนามในภาษาอังกฤษ เพื่อเน้นถึงความสำคัญของคำนั้นๆ อาจยกตัวอย่าง เช่น ชื่อคนชื่อเมือง หรือชื่อประเทศ เป็นต้น

           ขั้นที่ 4 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) พัฒนาทฤษฎีและแนวคิด การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อ
           พัฒนาสมองซีกซ้าย ครูให้นักเรียนวิเคราะห์และไตร่ตรองแนวคิดที่ได้จากขั้นที่ 3 และถ่ายทอดเนื้อหาข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดที่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวคิดนั้นๆ ต่อไป พยายามสร้างกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในช่วงที่ 2 ครูต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้คิด เพื่อให้ผู้เรียนที่ชอบการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง สามารถปรับประสบการณ์และความรู้ สร้างเป็นความคิดรวบยอดในเชิงนามธรรม โดยฝึกให้ผู้เรียนคิดพิจารณาไตร่ตรองความรู้ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงนี้เป็นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ความรู้โดยการคิดและฝึกทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ช่วงที่ 3 แบบ How? / การปฏิบัติและการพัฒนาแนวคิดออกมาเป็นการกระทำ

           ขั้นที่ 5 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) ดำเนินตามแนวคิด และลงมือปฏิบัติหรือทดลอง การเรียนรู้เกิด
           จากการจัดกิจกรรมพัฒนาสมองซีกซ้าย เช่นเดียวกับขั้นที่ 4 นักเรียนเรียนรู้จากการใช้สามัญสำนึก ซึ่งได้จากแนวคิดพื้นฐาน จากนั้นนำมาสร้างเป็นประสบการณ์ตรง เช่น การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือการทำแบบฝึกหัดเพื่อส่งเสริมความรู้ และได้ฝึกทักษะที่เรียนรู้มาในช่วงที่ 2  การเรียนรู้แบบ 4 MAT

          ขั้นที่ 6 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ต่อเติมเสริมแต่ง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้เกิด
          จากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา นักเรียนเรียนรู้ด้วยวิธีการลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเองในช่วงที่ 3 ครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ และอำนวยความสะดวก เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนกิจกรรมการเรียนรู้ช่วงที่ 4 แบบ If? / เชื่อมโยงการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความรู้ที่ลุ่มลึก

        ขั้นที่ 7 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์แนวทางที่จะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็น
        แนวทางสำหรับการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไป การเรียนรู้เกิดจากการจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกซ้าย
นักเรียนนำสิ่งที่เรียนรู้มาแล้วมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยนักเรียนเป็นผู้วิเคราะห์และเลือกทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย

       ขั้นที่ 8 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ลงมือปฏิบัติ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้เกิดจาก
        การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา นักเรียนคิดค้นความรู้ด้วยตนเองอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์



วิดิโอที่เกี่ยวข้อง





วิธีการสอนแบบร่วมมือ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การศึกษา การ์ตูน

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ(Cooperative Learning) หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีรูปแบบอย่างหลากหลาย ดังต่อไปนี้

1.คิดและคุยกัน(Think Pairs Share) , เพื่อนเรียน(Partners) , ผลัดกันพูด(Say and Switch)
ทั้ง 3 รูปแบบเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกัน ให้นักเรียนจับคู่กันในการตอบคำถาม อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ หรือทำความเข้าใจเนื้อหาที่เป็นความคิดรวบยอดที่กำหนดให้

2.กิจกรรมโต๊ะกลม(Roundtable หรือ Roundrobin)
เป็นรูปแบบการสอนที่จัดกลุ่มนักเรียนที่มีจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคน เขียนความคิดเห็นของตน บอกเล่าประสบการณ์ความรู้ หรือสิ่งที่ตนกำลังศึกษาให้เพื่อนคนที่อยู่ถัดไปโดยเวียนไปทางด้านใดด้านหนึ่ง สมาชิกทุกคนจะใช้เวลาเท่าๆกันหรือใกล้เคียง

3.คู่ตรวจสอบ(Pairs Check) , มุมสนทนา(Corners) , ร่วมกันคิด(Numbered Heads together)
เป็นรูปแบบการสอนที่คล้ายคลึงกัน คือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ให้ช่วยกันตอบคำถาม แก้โจทย์ปัญหา หรือทำแบบฝึกหัด เมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มย่อยสามารถตอบปัญหา หรือแก้โจทย์ได้แล้ว ให้แลกเปลี่ยนกันตรวจสอบคำตอบ โดยการจับคู่ตรวจสอบ หรือจัดมุมสนทนา

4.การสัมภาษณ์แบบสามขั้นตอน(Three Step Interview)
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบนี้มี 3 ขั้นตอน โดยครูกำหนดคำถามหรือประเด็นโจทย์ปัญหาให้นักเรียนตอบ มีหลักการดังนี้

— นักเรียนจับคู่กัน คนที่ 1 เป็นผู้สัมภาษณ์โดยถามคำถามให้คนที่ 2 เป็นผู้ตอบ

— นักเรียนสลับบทบาทกัน จากผู้ถามเป็นผู้ตอบ และจากผู้ตอบเป็นผู้ถาม

— นักเรียนในแต่ละกลุ่มย่อย ผลัดกันเล่า สิ่งที่ตนรู้จากคู่ของตน ให้กลุ่มทราบ

5.การแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม(Team Games Tournament หรือ TGT) , การแบ่งกลุ่มสัมฤทธิ์(Student Team Achievement Division หรือ STAD)

เป็นรูปแบบการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
— การนำเสนอบทเรียน(Class Presentation)
— การจัดทีม(Team)
— การแข่งขัน/การทดสอบ(TGTใช้การแข่งขัน ส่วน STADใช้การทดสอบ)
— การยอมรับความสำเร็จของทีม(Team Recognition)

6.ปริศนาความรู้(Jigsaw)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ทุกกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมเดียวกันโดยครูผู้สอนแบ่งเนื้อหาของเรื่องที่จะเรียน ออกเป็นหัวข้อย่อยเท่าจำนวนสมาชิกแต่ละกลุ่ม และมอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มค้นคว้าคนละหัวข้อย่อย โดยนักเรียนแต่ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ที่ตนได้รับมอบหมายจากกลุ่ม สมาชิกต่างกลุ่มที่ได้รับมอบหมายในหัวข้อเดียวกันจะร่วมกันศึกษา จากนั้นแต่ละคนจะกลับเข้ากลุ่มเดิมของตน เพื่ออธิบายหัวข้อที่ตนศึกษาให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง

7.การสืบสอบเป็นกลุ่ม(Group Investigation)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นบรรยากาศการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ ที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะเลือกหัวข้อย่อย และเลือกวิธีการแสวงหาคำตอบในเรื่องนั้นๆด้วยตัวเอง หลังจากนั้นสมาชิกแต่ละคน จะรายงานความก้าวหน้าและผลการทำงานให้กลุ่มตนเองทราบ

8.การเรียนรู้เป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือเพื่อนเป็นรายบุคคล(Team Assisted Individualization หรือ TAI)
เป็นการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างการจัดการเรียนแบบร่วมมือ และการเรียนการสอนแบบรายบุคคลเข้าด้วยกัน เน้นการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถ ส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

9.การเรียนรู้แบบร่วมมือผสมผสานการอ่านและการเขียน(Cooperative Integrated Reading and Composition หรือ CIRC)
เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ ได้แก่ การสร้างกลุ่มอ่าน การจัดกลุ่มย่อย กิจกรรมการอ่านพื้นฐาน การหาเพื่อนช่วยตรวจสอบ การทดสอบ การสอนอ่าน การสอนเขียน เป็นต้น

วิธีการสอนแบบซิปปา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 👊รูปแบบการจัดการเรียนการสอนซิปปาสเตอรี (CIPPA-Story Model) พัฒนาขึ้นโดย ผศ.ดร.ชนาธิป พรกุล แห่งคณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต การจัดการเรียนการสอนนี้มาจาก การผสมผสานแนวคิด และหลักการสำคัญ 3 ประการได้แก่ CIPPA Model, Storyline Approach และทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด โดยอาจารย์ชนาธิปให้เหตุผลว่า ที่นำสามแนวคิดนี้มาประสานกัน เนื่องจากเล็งเห็นว่า ทั้งหมดมีลักษณะร่วมบางประการที่สอดคล้องต้องกันนั้น คือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แตกต่างกันเพียงจุดเน้นของแต่ละทฤษฎี ซึ่งหากมีการนำจุดเด่นของแต่ละแนวทางมาผนวกเข้าด้วยกันน่าจะเป็นการเสริมให้การเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนขึ้น 

         ⇘ คำว่า CIPPA ตัวแรกอันเป็นที่มาส่วนหนึ่งของชื่อการจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาสเตอรี (CIPPA-Story Model) มาจากคำว่า CIPPA Model หรือหลักการจัดการเรียนการสอนซิปปาซึ่งคิดค้นขึ้นโดย รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี หลักการนี้ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญได้แก่ 

1. Construct หรือ การสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง 

2. Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์หมายถึง ผู้เรียนมีโอกาสปปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนสื่อ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว 

3. Physical Participation หรือการมีส่วนร่วมทางกาย หมายถึง ผู้เรียนมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายในการทำกิจกรรมลักษณะต่างๆ

4.Process Learning หรือการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 

5.Application หรือการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ หมายถึง ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในสถานการณ์ต่างๆ 

        ↹ขั้นตอนการสอนตาม CIPPA model↹
1.ขั้นการทบทวนความรู้เดิม เป็นการสนทนาซักถามถึงกิจกรรมที่เคยเรียนรู้ หรือพื้นความรู้ของนักเรียนในเรื่องที่จะดำเนินการสอน 
2.ขั้นการแสวงหาความรู้ใหม่ หมายถึง ให้นักเรียนได้รู้จักแหล่งที่จะค้นหาความรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด สื่อเอกสาร มุมประสบการณ์ต่าง ๆ หรือแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เช่น ภูมิปัญญา สถานที่สำคัญในชุมชน เป็นต้น 
3.ขั้นการศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาทำความเข้าใจแล้วใช้กระบวนการคิดในการประมวลข้อมูลที่รับเข้ามาใหม่กับข้อมูลเดิมทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ หรือสิ่งใหม่ 
4.ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเมื่อได้เรียนรู้แล้ว นำองค์ความรู้นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสะท้อนความคิดของตน 
5.ขั้นการสรุปและการจัดระเบียบความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่เรียนได้ง่าย เป็นกิจกรรมสรุปร่วมกัน โดยสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ 
6.ขั้นการแสดงผลงาน เป็นกิจกรรมเสนอสิ่งที่เรียนรู้ในรูปของการจัดกิจกรรม 
7.ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่ต้องการคำตอบต่อไป

👆กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ 👆

    ซิป ปา (CIPPA) เป็นหลักการซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่รองศาสตราจารย์ทิศนา แขมมณีได้นำเสนอไว้และได้มีการนำไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม ขั้น นี้เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย 

ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ขั้น นี้เป็นการแสวงหาความรู้ข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูลหรือ แหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งครูอาจจัดเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้ 

ขั้นที่ 3 การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม  ขั้น นี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หา มาได้ ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆโดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม 

ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้น นี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความ เข้าใจของตน รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อื่น และได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อมกัน 

ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ ขั้น นี้เป็นขั้นของการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่ เรียนรู้ได้ง่าย 

ขั้นที่ 6 การปฏิบัติ และ/ หรือการแสดงผลงาน หาก ข้อความรู้ที่ได้เรียนรู้มาไม่ได้มีการปฏิบัติ ขั้นนี้จะเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและส่งเสริมให้ ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากต้องมีการปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ได้ปฏิบัติด้วย

ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ 
ขั้น นี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำในเรื่องนั้น ๆ 


วิธีการสอนแบบบรูณาการ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


   หลักสูตรบูรณาการ(Integrated Curriculum) หมายถึง การรวมเนื้อหาสาระของวิชาต่างๆ ในหลักสูตรที่มีลักษณะเหมือนกัน หรือคล้ายกันและทักษะในการเรียนรู้ ให้เชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นสิ่งเดียวกัน โดยการตั้งเป็นหัวข้อเรื่องขึ้นใหม่ และมีหัวข้อย่อยตามเนื้อหาสาระ อีกทั้งสอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ของสังคมอย่างสมดุล มีความหมายแก่ผู้เรียน และให้โอกาสผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด และการสอนแบบบูรณาการ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้วิธีสอนหลายวิธี จัดกิจกรรมต่างๆในการสอนเนื้อหาสาระที่เชื่อมโยงกัน ตลอดจนมีการฝึกทักษะที่หลากหลาย (สิริพัชร์  เจษฏาวิโรจน์. 2546 : 16)

            นักวิชาการศึกษาหลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการไว้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    Lardizabal and Others. (1970: 141)  กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบบูรณาการ หมายถึง การสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ยังผลให้เกิดการพัฒนาในด้านบุคลิกภาพในทุก ๆ ด้าน ผู้เรียนสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ การแก้ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้พื้นฐาน การสอนแบบบูรณาการจะให้ความสำคัญกับครูและนักเรียนเท่าเทียมกัน ทำกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันแบบประชาธิปไตย

     กาญจนา คุณารักษ์.( 2522:21)  กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบบูรณาการ หมายถึง กระบวนการหรือการปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียนรู้ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทางจิตพิสัย และพุทธิพิสัย หรือกระบวนการหรือการปฏิบัติในอันที่จะรวบรวมความคิด มโนภาพ ความรู้ เจตคติ ทักษะ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ชีวิตมีความสมดุล

    สุมานิน รุ่งเรืองธรรม.(2522:32) กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบบูรณาการ หมายถึง การสอนเพื่อจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน เพื่อการเรียนรู้ที่มีความหมาย ให้เข้าใจลักษณะความเป็นไปอันสำคัญของสังคม เพื่อดัดแปลงปรับปรุงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เข้ากับสภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้นย่างต่อไปนี้

      ผกา สัตยธรรม.( 2523:45-54) กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบบูรณาการ หมายถึง ลักษณะการสอนที่นำเอาวิชาต่างๆ เข้ามาผสมผสานกัน โดยใช้วิชาใดวิชาหนึ่งเป็นแกนหลักและนำเอาวิชาต่าง ๆ มาเชื่อมโยงสัมพันธ์กันตามความเหมาะสม

       ลักษณะของการบูรณาการ มีลักษณะโดยสรุป  ดังนี้  
    1. การบูรณาการเชิงเนื้อหาสาระ เป็นการผสมผสานเชื่อมโยงเนื้อหาสาระ ในลักษณะการหลอมรวมกันโดยการตั้งเป็นหน่วย  หรือหัวเรื่อง 
    2. การบูรณาการเชิงวิธีการ  เป็นการผสมผสานวิธีการสอนแบบต่าง ๆ เข้าในการสอน  โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายวิธี  การสนทนา  การอภิปราย  การใช้คำถาม  การบรรยาย  การค้นคว้าและการทำงานกลุ่ม  การไปศึกษานอกห้องเรียน  และการนำเสนอข้อมูลเป็นต้น
    3. การบูรณาการความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ โดยออกแบบการเรียนรู้ให้มีทั้งการให้ความรู้และกระบวนการไปพร้อม ๆ กัน เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา และ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอดเป็นต้น
    4. การบูรณาการความรู้  ความคิด  กับคุณธรรม  โดยเน้นทั้งพุทธิพิสัยและจิตพิสัยเป็นการเรียนที่สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไปพร้อม ๆ กัน  เพื่อที่นักเรียนจะได้เป็น “ผู้มีความรู้ คู่คุณธรรม ” 
    5. การบูรณาการความรู้กับการปฏิบัติ เน้นการปฏิบัติจริง ควบคู่ไปพร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
    6. การบูรณาการความรู้ในโรงเรียนกับชีวิตจริงของนักเรียน พยายามให้เด็กได้เรียนรู้เนื้อหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เห็นคุณค่าและความหมายในสิ่งที่เรียน (สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์.  2546: 25)

   แนวคิดการสร้างหลักสูตรบูรณาการ 
    Ornstein and Hunkins. (1988:321-325) ให้แนวคิดการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ(Integrated Curriculum) คือการจัดหลักสูตรเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ทุกประเภทเข้าด้วยกันในแผนการจัดหลักสูตรโดยเน้นการเชื่อมโยงประเด็นและหมวดหมู่จากเนื้อหาต่างๆ ทั้งหมด เข้าด้วยกันในแนวนอน เพื่อให้ผู้เรียนได้มองเห็นภาพรวมของความรู้และได้เรียนรู้ความหมายที่ลึกซึ้งของสาระวิชาที่เรียน ซึ่งจะต้องมีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบในแนวนอน ในลักษณะเป็นหน่วยเดียวกันไม่แยกเป็นส่วนๆและแต่ละราชวิชาต้องเชื่อมโยงเข้ากับวิชาอื่นๆ ในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน
          ดังนั้นสรุปว่ากิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรแบบบูรณาการจะเน้นที่แนวคิด ของประเด็นในปรากฏการณ์จริง ซึ่งต้องนำความรู้จากเนื้อหาวิชาต่างๆมาประสานเชื่อมโยงกันและกันในลักษณะใหม่
   แนวคิดสำคัญการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
      Lardizabal and others. (1970:142-143) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ต้องยึดหลักสำคัญที่ว่าแกนกลางของประสบการณ์อยู่ที่ความต้องการของผู้เรียนและประสบการณ์ในการเรียนรู้ จัดเป็นหน่วยการเรียน
      หน่วยการเรียนอาจแบ่งแยกออกเป็นประเภทใหญ่ได้ 3 ประเภท
1. หน่วยเนื้อ หา (Subject – Matter Unit) เป็นการเน้นหน่วยเนื้อ หาหรือหัวข้อเรื่องต่างๆหลักการหรือสิ่งแวดล้อม
2. หน่วยความสนใจ (Center of Interest Unit) จัดเป็นหน่วยขึ้นโดยพื้นฐานความสนใจและความต้องการ หรือจุดประสงค์เด่นๆของผู้เรียน
3. หน่วยเสริมสร้างประสบการณ์ (Integrative Experience Unit) เป็นการรวบรวมประสบการณ์ หรือจุดเน้นอยู่ที่ผลการเรียนรู้และสามารถนำไปสู่การปรับพฤติกรรม การปรับตัวของผู้เรียน
     🚷หน่วยดังกล่าว🚷 หมายถึง กลุ่มกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ที่จัดไว้เพื่อสนองจุดมุ่งหมายหรือสำหรับการแก้ปัญหาใด ปัญหาหนึ่ง การเรียนเริ่มจากจุดสนใจใหญ่ แล้วแยกไปสู่กิจกรรมในแง่มุมต่างๆ จนกระทั่ง ผู้เรียนสามารถตอบสนองสถานการณ์ที่กำหนดไว้ได้
วิดิโอที่เกี่ยวข้อง



5.ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

       ในการจัดการในการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเรียนรู้ การ์ตูน
          👉  1. ทฤษฎีการสรรค์สร้างความรู้ (constructivism) เป็นทฤษฎีที่มุ่งความสนใจไปที่บทบาทของผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ นักจิตวิทยาการเรียนรู้แนวคอนสตรัคติวิซึมที่มีชื่อเสียงกลุ่มนี้ได้แก่Dewey,Piaget,Vigosky,และ Ausubel เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นการพยายามเชิงสังคมเป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือกันซึ่งเน้นความสำคัญของการสร้างความรู้โดยกลุ่มคนซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่าทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมมีแนวคิดพื้นฐานดังนี้
  • 1.1 ผู้เรียนสรุปความเข้าใจด้วยตนเองมากกว่าการส่งผ่านหรือการถ่ายทอดจากผู้สอน
  • 1.2 การเรียนรู้ใหม่สร้างบนพื้นฐานของการที่เรียนรู้ที่ผ่านมา(Prior Under-Standing)ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
  • 1.3 การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม(social Interaction)ซึ่งมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับแนวคิดต่างๆและทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาส ประเมินความเข้าใจของตนเอง
  • 1.4 การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงสร้างเสริมให้การเรียนรู้ที่มีความหมาย(Meaningful Learning)การเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิซึมนั้นยอมรับข้อมูลที่มีอยู่เดิมและข้อมูลใหม่ที่เกิดขึ้น
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเรียนรู้ การ์ตูน


            👌2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(Behavionsm) เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากพลังกระตุ้นจากภายนอกในรูปแบบของการให้รางวัลและการลงโทษผู้เรียนมีบทบาทคอยรับ(Passive)สิ่งเร้าและมีปฏิสัมพันธ์ส่วนผู้สอนมีบทบาทในการควบคุมและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่คาดหมายด้วยการให้รางวัลหรือการลงโทษ


  

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
           👏 3. ทฤษฎี พุทธินิยม(Cognitivism) เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการรับข่าวสารจัดเก็บข่าวสารและการนำข่าวสารออกมาช้ายพูดเย็นต้องตื่นตัว(Active)ในการพัฒนากลยุทธ์ที่จะสร้างความเข้าใจอย่างมีความหมายส่วนผู้สอนถือเป็นกระบวนการพัฒนากลยุทธ์และการใช้กลยุทธ์อย่างมีความหมาย


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
            👐4. ทฤษฎีมนุษยนิยม(Humanism) เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดความพร้อมกับความดีที่ติดตัวมาแต่กำเนิดมีอิสระที่จะนำตนเองและพึ่งตนเองได้มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำประโยชน์ต่อสังคมมีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆที่จะไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อนในการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีนี้ควรให้ผู้เรียนมีสมรรถภาพในด้านความรู้อารมณ์ความรู้สึกและทักษะไปพร้อมพร้อมกันซึ่งหมายความว่าครูควรฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดรู้จักใช้เหตุผลมีความชื่นชมต่อสิ่งที่เรียนและให้ผู้เรียนลงมือทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง

           🚃 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2)พ.ศ. 2545 มาตรา 24 กำหนดบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้อย่างชัดเจนโดยการประสานเชื่อมโยงบทบาทของทุกคนให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาโดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

     🚃บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา🚃
       1. ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้
       2. กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโรงเรียนไว้ในธรรมนูญโรงเรียน มีแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติปฏิรูปการเรียนรู้ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2)พ.ศ. 2545 หมวด 4 ที่ว่าด้วยแนวทางการจัดการศึกษา
       3. ปรับปรุงการบริหารจัดการให้เอื้ออำนวยความสะดวกให้ครูผู้สอนได้มีเสรีภาพในการคิดพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในระหว่างเพื่อนครูการทำงานโดยการผนึกกำลังของกลุ่มวิชาต่างๆเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานหลักสูตร
      4. พัฒนาสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้มีบรรยากาศอู้ต่อการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด
      5. จัดให้มีระบบนิเวศภายในช่วยเหลือครูในด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

       🚌บทบาทของครูผู้สอน🚌
        1. ปรับเปลี่ยนแนวคิดให้อู้ต่อการปฏิรูปการเรียนรู้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาวินัยในตนเอง
        2. พัฒนาตนเองอยู่เสมอให้มีความรู้และความสามารถในการปลูกฝังค่านิยมที่ดีและจริยธรรมให้ผู้เรียนมีความรักความเมตตาต่อผู้เรียน
        3. ออกแบบการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลตามสภาพจริง
        4. ทำวิจัยในชั้นเรียนควบคู่กับการเรียนการสอนนำผลมาพัฒนาปรับปรุง
        5. สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทของผู้เรียน
        6. ช่วยให้ผู้เรียนยอมรับและพัฒนาตนเองมีความเข้าใจตนเองยอมรับความรู้สึกของตนเองมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเป็นคนมีคุณค่า
        7. ให้คำปรึกษาในด้านการเรียนการวางแผนชีวิตและแนะแนวทางการพัฒนาตนเองสู่อาชีพช่วยให้ผู้เรียนตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตตามสภาพความเป็นจริงที่เป็นไปได้      
        8. ช่วยให้ผู้เรียนมีวุฒิภาวะรู้จักข้อดีข้อเสียของตนเอง
        9. กระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าเผชิญปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ
       10. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจลีลาการเรียนรู้ของตนเองเข้าใจกระบวนการเรียนรู้และรู้จักวิธีการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ใฝ่รู้อยู่เสมอ
       11. ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองประเมินตนเองและทบทวนการปฎิบัติเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
       12. เป็นกัลยาณมิตรกับนักเรียนเพื่อนครูและบุคลากรในโรงเรียน

           ⛲บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครอง⛲
        1. ปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการ
        2. ให้ความรักความอบอุ่น
        3. ให้การอบรมเลี้ยงดูเอาใจใส่ในการสร้างสุขนิสัยที่ดีพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและป้องกันปัญหา
        4. เป็นตัวอย่างแก่บุตรธิดาและปลุกจิตสำนึกในเรื่องวินัยในตนเองความรับผิดชอบความปลอดภัย
        5. สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในบ้าน
        6. ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำและการเสริมแรง
        7. ร่วมมือกับโรงเรียนในการให้ข้อมูลและประเมินผู้เรียน
        8. เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต

            ⛳บทบาทของชุมชน⛳
         1. ปรับเปลี่ยนแนวคิดความเชื่อในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา
         2. ให้ความร่วมมือในการระดมทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้
         3. ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในการพัฒนาสถานศึกษาในทุกๆด้าน
         4. ประสานสัมพันธ์กับสถานศึกษาเพื่อสร้างบรรยากาศให้ชุมชนเป็นแหล่งการเรียนรู้และพัฒนาชุมชนเป็นสังคมแห่งปัญญา
         5. ดูแลเอาใจใส่พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนในชุมชน

            🚀บทบาทของผู้เรียน🚀
         1. กำหนดเป้าหมายการศึกษาให้สอดคล้องกับความสามารถความถนัดและความสนใจของตนเอง
         2. มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้การวางแผนการเรียนรู้ของตนเองร่วมกับผู้ปกครองและครู
         3. รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์บริหารจัดการเรียนรู้ของตนเอง
         4. ถ้าหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
         5. ปฎิบัติตนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้รู้มั้ยทีแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
         6. รู้จักประเมินตนเองและผู้อื่น
         7.ศรัทธาต่อผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อน



วิดิโอที่เกี่ยวข้อง




    👿สรุป👿

           🌓การปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญในปัจจุบันมุ่งเน้นการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยองรวม ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ตามแนวปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพโดยให้มีลักษณะเป็นการเรียนรู้ที่สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เรียนรู้เรื่องด้วยตนเองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตการประกอบชีวิตพัฒนาการคิดผสมผสานความรู้ศิลปะวัฒนธรรมครอบครัวและชุมชน. 
          🌓 นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนะประเด็นต่างๆที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญจากหน่วยงานนักวิชาการและนักการศึกษาอีกมากมายรวมทั้งทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อาทิ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้. ทฤษฎีพฤติกรรม นิยมทฤษฎีพุทธานิยมและทฤษฎีมนุษย์นิยม ตลอดจนบทบาทของบุคลากรต่างๆที่เกี่ยวข้องทำให้การจัดการเรียนรู้ตามแนวการปฏิรูปศึกษาประสบผลสำเร็จ







สัปดาห์ที่10



กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการเรียนรู้แบบนำตนเอง 
                  😜(Self-Directed Learning)😝
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเรียนรู้ การ์ตูน
      วิชา การออกแบบและการจัดการเรียนรู้
     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา  ธงพานิช
✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏✏
ชื่อเรื่อง บทที่ 4           วัน/เวลาในการปฏิบัติกิจกรรม 


คำชี้แจง : ให้นักศึกษาอ่านคำชี้แจงและปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
                     
                            “สวัสดี.... ฉันชื่อ พี่จ๊าบ วันนี้ฉันจะมาเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้
ของคุณ ก่อนอื่น... เราต้องมาทราบกันก่อนว่า เราจะต้องเตรียม
อุปกรณ์ 4 อย่าง ได้แก่อะไรบ้าง เริ่มกันเลย!”
            1. คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต
            2. โปรแกรม MS Word
            3. หนังสือ วิชาการออกแบบและการจัดการเรียนรู้
            4. ปากกา (สี) กระดาษ สมุดบันทึกการเรียนรู้



💐กิจกรรมการเรียนรู้ มีทั้งหมด 1 ฐาน ฐานละ 4 กิจกรรม💐
ให้นักศึกษาปฏิบัติตามขั้นตอนตามรายละเอียดต่อไปนี้โดยเคร่งครัด ห้ามลัดขั้นตอนนะ 
  • กิจกรรมทั้ง 4 กิจกรรม มีดังต่อไปนี้
  • กิจกรรมที่ 1 : ทบทวนความรู้เดิม ศึกษาธรรมชาติของเนื้อหา ค้นคว้าประเด็นที่เราสนใจ
  • กิจกรรมที่ 2 : เรียนรู้ในตำรา ศึกษา ค้นหาแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์
  • กิจกรรมที่ 3 : สรุปสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ โดยใช้ผังความคิด 
  • กิจกรรมที่ 4 : ประเมินความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน

                                                                                                                                             
 รู้หรือไม่?  ในฐานนี้ มีกิจกรรมละ 1-2 คะแนน รวมเป็น 5 คะแนน โดยให้นักศึกษาเขียนตอบทุกข้อ ขอให้ตั้งใจทำ และเรียนรู้ตามขั้นตอน จะเป็นประโยชน์ต่อเรามากจริงๆ พี่จ๊าบ Confirm!”
ฐานที่ 1 กลยุทธ์การเรียนการสอน

คำชี้แจง : ให้นักศึกษาอ่านคำชี้แจงและปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
กิจกรรมที่ 1 :
ทบทวนความรู้เดิม ศึกษาธรรมชาติของเนื้อหา ค้นคว้าประเด็นที่เราสนใจ
กิจกรรมที่ 1.1 ทบทวนความรู้เดิม (10  นาที)*                                         

  อุปกรณ์เบื้องต้นที่ใช้ : ปากกา/หนังสือการออกแบบฯ
                            บทบาทผู้เรียน : การคิด การคิดไตร่ตรอง การใช้เหตุผลเพื่อทบทวนความรู้เดิม 
                      เราได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความหมายของคำว่า การเรียนการสอน (Instruction)
และ การสอน (Teaching) แล้ว ในบทที่ 4 นี้จะนำพวกเราเรียนรู้ในเรื่องของ กลยุทธ์การเรียนการสอน ซึ่งเราต้องศึกษาทำความเข้าใจว่า กลยุทธ์การเรียนการสอนนั้นคืออะไรเสียก่อน จึงจะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดในภาพรวมนี้ได้........เอาล่ะ! ถึงคราวที่เราจะทบทวนความรู้เดิมกันเสียก่อนว่าเรา Get เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ห้ามเปิดหนังสือนะ ตอบตามที่รู้เลยจริงๆ ใครเปิดหนังสือหรือค้นในเว็บไซต์ตอบขอให้ไม่มีแฟน จบนะ”555

1.1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ (ใช้วิธีการเขียนตอบเท่านั้น)
1) กลยุทธ์การเรียนการสอน คืออะไร
  -ทฤษฏีการเรียนการสอน เทคนิคการสอน ระบบการสอนของแต่ละบุคคล การวัดและการประเมินผลอย่างมาตรฐาน  การบรูณณาการการเรียนการสอน

2) สภาวการณ์การเรียนการสอนพื้นฐานของการเรียนการสอนปกติ คืออะไร? ได้แก่อะไรบ้าง?.
  -ครูเตรียมตัวมาสอน เนื้อหาครบถ้วน และเนื้อหาโครงร้างเหมาะสมกับผู้เรียน

3) ความต้องการและธรรมชาติของทฤษฏีการเรียนการสอนคืออะไร?
  -การเรียนตามคามรู้และวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย มีสื่อการสอนครครัน การเรียบการสอนเป้นไปอย่างเรียบง่ายแต่ครบถ้วนด้วยสาระ และมีความสนุกสนานในชั้นเรียน


กิจกรรมที่ 1.2 ศึกษาธรรมชาติของเนื้อหา (30 นาที)*
              กิจกรรมในขั้นนี้ง่ายมากเลยนะ.. เราแค่ใช้ทักษะการอ่านและทำความเข้าใจเท่านั้น  กิจกรรมในขั้นนี้ก็คือ ให้นักศึกษาอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาโดยคร่าวๆ ว่า ในบทที่ 4 เรื่องกลยุทธ์การออกแบบการสอน นั้น มันได้กล่าวถึงหัวข้อหลักอะไรบ้าง มีอะไรสำคัญบ้าง  โดยสามารถดูได้จากหน้าสารบัญนะ...อย่าหาว่าพี่จ๊าบสอนเลยนะ....จะบอกเคล็ดลับ 4 ประการ ในการอ่านไว้ให้ว่า.....
                             อุปกรณ์ที่ใช้ : หนังสือฯ/ปากกา/ปากกาสี/กระดาษโน้ต (ถ้ามี)
·       เคล็ดลับที่ 1
ในการอ่านแบบจับใจความ ผู้อ่านต้องเริ่มต้นด้วยการมีสติ รู้ว่ากำลังอ่านเพื่อจับใจความ เพราะฉะนั้นห้ามหลงใหล หรือ อินทางด้านอารมณ์ไปกับเนื้อหา โดยส่วนใหญ่เราจะไม่นำเทคนิคอ่านจับใจความไปใช้กับการอ่านนวนิยาย หรือการอ่านบทกวี เพื่ออรรถรสนะ ยกเว้นจะเรียนสาขาอักษรศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ และอ่านเพื่อเตรียมตัวสอบไม่ทัน แบบที่เคยทำเมื่อสมัยเรียน
การอ่านอย่างมีสตินั้น อ่านไปก็ต้องพยายามหาคำตอบอยู่เสมอว่า ทำไม” “อะไร” “เมื่อไร” “อย่างไร” “ที่ไหนในบรรดาคำถามทั้ง 5 นั้น ทำไมเป็นคำถามที่ทรงพลังที่สุด
·       เคล็ดลับที่ 2
ให้เปิดดูสารบัญหรือเรื่องย่อ (ถ้ามี) เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ก่อน เมื่อเห็นภาพใหญ่แล้วจะทำให้ง่ายขึ้นใน
การจับใจความนะ
หลังจากเปิดดูสารบัญหรือเรื่องย่อ เราควรจะทราบข้อมูล เพื่อตอบคำถามอะไรดังต่อไปนี้คือ เรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร?  ผู้เขียนต้องการนำเสนออะไร (แบบคร่าวๆ) และมีหลักในการนำเสนออย่างไร?  เช่น นักเขียนบางคนเริ่มจากการวางหัวเรื่องให้คนสงสัย แล้วค่อยๆ คลี่คลาย เพราะฉะนั้นช่วงท้ายจึงสำคัญ ในขณะที่บางคนจะวางประเด็นหลักไว้ก่อน แล้วจึงหาเหตุผลและประเด็นมาสนับสนุน
·       เคล็ดลับที่ 3
สรุปความแต่ละบท เพื่อตอบคำถามที่เหลือคือ ทำไม” “อย่างไร” “ที่ไหนดังเช่นตัวอย่างที่ยกไปแล้ว   
บางคนจะเขียนใจความหลักของแต่ละย่อหน้าไว้ในประโยคแรก แล้วจึงค่อยๆ อธิบาย เพราะฉะนั้น หากพบการเขียนสไตล์นี้ สามารถอ่านประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า ก็จะได้เนื้อหาของย่อหน้าทั้งหมด 100 หน้า อาจจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง หรือผู้เขียนบางคนวิธีสรุปความในตอนท้ายของแต่ละย่อหน้า อันนี้ถ้าจับสไตล์ได้ก็อ่านเพียงส่วนท้ายของแต่ละย่อหน้า หรือแต่ละบทเท่านั้น
·       เคล็ดลับที่ 4
การทำโน้ตย่อ หรือ Short notes เป็นการบันทึกการสรุปใจความหลักเอาไว้ ประโยชน์ของการทำโน้ตย่อ
คือ วันหลังมาอ่านก็ไม่ต้องเสียเวลาสรุปความอีก เหมาะสำหรับย่อสรุปสิ่งที่มีความสำคัญ และต้องนำกลับมาใช้หรืออ้างอิงบ่อยๆ รวมถึงโน้ตไว้เพื่ออ่านสรุปก่อนสอบด้วย หากทำโน้ตย่อได้ทุกวิชาที่เรียน รับประกันว่าสอบได้คะแนนดีแน่ๆ พี่จ๊าบทำตลอดเวลาที่เรียนนะ โดยเฉพาะวิชาที่มีประเด็นมากๆ จำไม่ไหว..... 


กิจกรรมที่ 1.3 ค้นคว้าประเด็นที่เราสนใจ (10 นาที)*
จากกิจกรรมที่ 2 จากหัวข้อในบทที่ 4 กลยุทธ์การเรียนการสอน ที่เรา
ได้อ่านและศึกษามาทั้ง 9 หัวข้อมาอย่างคร่าวๆ แล้ว ขอให้นักศึกษาได้เลือก หัวข้อที่สนใจมา 5 หัวข้อ โดยให้ระบุหัวข้อที่สนใจโดยเรียงลำดับจากมากที่สุดไปยังหัวข้อที่สนใจน้อยที่สุด ตามหมายเลขต่อไปนี้……….”    อุปกรณ์ที่ใช้ : หนังสือฯ/ปากกา/ปากกาสี/กระดาษโน้ต (ถ้ามี)
ฉันมีความอรรถรสและสนใจใคร่รู้ในหัวข้อ (เขียนชื่อหัวข้อตามสารบัญ)

👉1. หัวข้อ เรื่อง ธรรมชาติของทฤษฏีการเรียนการสอน
    สาระสำคัญของหัวข้อนี้คือ ธรรมชาติการเรียนการสอนเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าสิ่งที่เรียนเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อู้เรียน กรเรียนรู้ที่แตกต่างกันตามตัวบุคคลและวิธีการเรียนร้โดยมีวุฒิภาวะด้วย การเรียนการสอนสอด้องกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
   เหตุผลที่สนใจ เพราะเป็นการดูว่าธรรมชาติของการเรียนการสอน นักเรียนและผุ้สอนมีการปรับตัว และได้ความรู้ ประสบการณ์มากน้อยเพียงใด

👉2. หัวข้อ เรื่อง ทฤษฏีการเรียนการสอน
    สาระสำคัญของหัวข้อนี้คือ มีทฤษฎีการเรียนการสอนที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ได้มากมายซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง เพียง4ทฤษฎีที่มีลักษณะแตกต่างกันคือ

  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของการเย่และบริกส์ (gagne and briggs) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของเมอร์วิล และไรเกลุท (merrill and reigeluth) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของเคส(case) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของลันดา(landa)
   เหตุผลที่สนใจ เพราะมีทฤษฏีที่หลากหลาย จะทำให้การเรียนรู้หลากหลาย และในแต่ะแบบมีวิธีการอย่างไร มีผลดีผผลเสียอย่างไร เป้นที่สิ่งที่น่าสนใจมาก

👉3. หัวข้อ เรื่อง สภาวการณ์การเรียนรู้การสอนพื้นฐานของกาเรียนการสอนปกติ
    สาระสำคัญของหัวข้อนี้คือจะประกอบด้วยหลากหลายประการดังนี้

  • บทนำ 
  • การนำเสนอ 
  • การทดสอบตามเกณฑ์ 
  • การปฎิบัติตามเกณฑ์ 
  • การปฎิบัติในระหว่างเรียน 
  • การแนะนำ  
  • การให้ข้อมูลย้อนกลับ  
   เหตุผลที่สนใจ เพราะในการที่จะทำการเรียนการสอนสมบรูณ์แบบต้องประกอบด้วยหลายๆสิ่ง เลยอยากรู้ว่าองค์ประกอบแต่ละอย่างมีความสำคัญอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร

👉4. หัวข้อ เรื่อง การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

    สาระสำคัญของหัวข้อนี้คือ   ปัจจุบันมีการกล่าวขานมากมายถึงการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งนักศึกษาเป็นผู้คิดคนและใช้คำนี้เป็นครั้งแรกคือ อาร์ โรเจอร์ โดยเชื่อว่าวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบโดยส่งเสริมความคิดของผู้เรียนและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพสูงสุดของตนเอง
   เหตุผลที่สนใจ เพราะ.เป็นการสอนสมัยใหม่ว่ามีคามแตกต่างจากการสอนสมับเก่าที่มีครูเป็นศูนย์กลาง อันไหนมีการพัฒนาของผู้เรียนได้มากกว่ากัน

👉5. หัวข้อ เรื่อง การวิจัยการเรียนรู้
    สาระสำคัญของหัวข้อนี้คือ การวิจัยการเรียนรู้ผู้ออกแบบการเรียนการสอนแบบเฝ้าดูงานวิจัยที่จะตัดสินว่าเงื่อนไขอะไรทำให้มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่ขายครึ่งกับสิ่งที่ตนเผชิญอยู่  กรณีที่มีหลากหลายด้วยการตั้งคำถามลึกลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีสำหรับการสำรวจประชากรกลุ่มใหญ่เพื่อที่ตัดสินใจว่าประชากรเรานั้นชอบหรือไม่ชอบแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นการให้ผลต่อการศึกษาคือ การทดลอง
   เหตุผลที่สนใจ เพราะการวิจัยมีขั้นตอนการทำอย่างไร ถึงจะบรรลุตามเป้าหมาย


กิจกรรมที่ 2 :
เรียนรู้ในตำรา ศึกษา ค้นหาแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์

กิจกรรมที่ 2.1 เรียนรู้ในตำรา (30-40 นาที)*

           อุปกรณ์ที่ใช้ : หนังสือฯ/ปากกา/ปากกาสี/กระดาษโน้ต (ถ้ามี)
          กิจกรรมนี้....พี่จ๊าบขอบอกเลยว่า เราต้องใช้ทักษะการอ่านและความคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วยในการจดบันทึกนะ แน่นอนว่า....เนื้อหา และวิถีการเรียนรู้และความเข้าใจของทุกคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น กิจกรรมในที่นี้คือ
1. ให้นักศึกษาทำการศึกษาและเรียนรู้เนื้อหาในตำรา ตามหัวข้อที่เราสนใจ และ ทำการบันทึกในกระดาษที่กำหนดให้ หัวข้อละ 1 หน้า จำนวน 5 หัวข้อ โดยสามารถใช้วิธีเขียนหรือบันทึกด้วยตัวอักษร เขียนเป็น Keyword  (คำสำคัญแล้วอธิบาย)  วาดรูปเป็นภาพหรือแผนผังความคิด สร้างเป็นภาพการ์ตูน มีเรื่องราว หรืออะไรก็ได้ตามความถนัดและสนใจ ที่สำคัญคือต้องมีแก่นที่มีใจความสำคัญด้วยนะ

กิจกรรมที่ 2.2 ศึกษา ค้นหาแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์ (ไม่จำกัดเวลา)*
อุปกรณ์ที่ใช้ : คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต/หนังสือฯ/ปากกา/ปากกาสี/กระดาษโน้ต (ถ้ามี)
         1. จากนั้น เมื่อทำการบันทึกเนื้อหาที่สำคัญแล้ว ให้นักศึกษานำหัวข้อที่เราสนใจ ทั้ง 5  ไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมในเว็บไซต์ต่างๆ และให้จดบันทึกการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นที่มีอยู่นอกเหนือจากตำราเรียน จำนวน 2 หน้า (หรือมากกว่านี้ก็ได้) โดยมีเว็บไซต์ในการช่วยค้นหาตัวอย่างดังต่อไปนี้
- www.yahoo.com       - www.bing.com
หรือค้นหาตำราออนไลน์ ในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ของ ม.รามคำแหง ได้ที่   http://e-book.ram.edu/e-book/inside/html/findbook.asp
เว็บไซต์ทางการศึกษา/วิจัย เช่น www.gotoknow.org  และ http://www.vcharkarn.com/  http://www.obecresearch.net  และ http://tdc.thailis.or.th/tdc/basic.php เป็นต้น



  
ใบกิจกรรมที่ 2.1
หัวข้อที่ฉันสนใจ อันดับ 1 เรื่อง.ธรรมชาติของทฤษฏีการเรียนการสอน มีสาระสำคัญดังนี้
    ✋ ทฤษฎีการเรียนการสอน(Theory of instructions) เป็นกฎที่เกี่ยวข้องกับวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดของการประสบความสำเร็จได้ความรู้หรือทักษะ ทฤษฎีการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับความปรารถนาที่จะสอนให้ผู้เรียนรู้ให้ดีที่สุดอย่างไรโดยการปรับปรุงแผนที่จะพรรณา การเรียนรู้

    ✋ ทฤษฎีการเรียนรู้และทฤษฎีการพัฒนามีความสัมพันธ์กับทฤษฎีการเรียนการสอนตามความเป็นจริงทฤษฎีการเรียนการสอนต้องเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการพัฒนาดีเท่ากับเนื้อหาวิชาและต้องมีความสมเหตุสมผลท่ามกลางทฤษฎีอื่น ที่มีหลากหลายทุกทฤษฎีมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันสำหรับทฤษฎีการเรียนการสอนมีลักษณะสำคัญสี่ประการ (bruner.1964,306-308)   คือ
🙉ประการแรก ทฤษฎีการเรียนการสอนควรชี้เฉพาะประสบการณ์ซึ่งปลูกฝังบ่ม เฉพาะบุคคลให้โอนเอียงสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพหรือเป็นการเรียนรู้ที่สุดชนิดพิเศษตัวอย่างเช่นความสัมพันธ์ชนิดใดที่มีโอกาสต่อโรงเรียนและสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนอนุบาลซึ่งมีแนวโน้มทำให้เด็กตั้งใจและสามารถเรียนรู้เมื่อเข้าโรงเรียน

🙊ประการที่สอง ทฤษฎีการเรียนการสอนต้องชี้เฉพาะวิธีการจัดโครงสร้างองค์ความรู้เพื่อเกิดความพร้อมที่สุดสำหรับผู้เรียนที่จะตักตวงความรู้เท่านั้นความดีของโครงสร้างขึ้นอยู่กับพลังงานในการทำสาระสนเทศที่มีความง่ายในการให้ข้อความใหม่ที่ต้องพิสูจน์และเพิ่มการถ่ายทอดองค์ความรู้อยู่สม่ำเสมอ

🙈ประการที่สาม ทฤษฎีการเรียนการสอนควรชี้เฉพาะขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการนำเสนอสิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ตัวอย่างเช่นผู้สอนคนหนึ่งปราถนาที่จะสอนโครงสร้างทฤษฎีฟิสิกส์สมัยใหม่เค้าทำอย่างไรเค้านำเสนอที่เป็นรูปธรรมก่อนด้วยวิธีการใช้คำถามเพื่อสืบค้นความจริงเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ผู้เรียนต้องนำไปคิดซึ่งทำให้ง่ายขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับการเสนอกฎนี้อีก

🙉ประการสุดท้าย ทฤษฎีการเรียนรู้ควรใช้เฉพาะธรรมชาติและช่วงเก้าของการให้รางวัลและการลงโทษในกระบวนการเรียนรู้และการสอนในขณะกระบวนการเรียนรู้มี. ที่ดีกว่าจะเปลี่ยนจากรางวัลภายนอกเช่นคำยกย่องสรรเสริญจากครูไปเป็นรางวัลภายในโดยธรรมชาติในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนสำหรับตนเอง ดังนั้นการให้รางวัลเคลื่อนย้ายหรือการเปลี่ยนแปลงจากรางวัลภายนอกไปสู่รางวัลภายในและจะได้รางวัลทันทีไปสู่รางวัลการอนุโลมตามเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและมีความสำคัญอย่างเห็นได้ชัด. ตัวอย่างเช่นไม่ว่าเรียนรู้เกี่ยวข้องกับบูรณาการของการกระทำมีขั้นตอนยาวหรือไม่การเปลี่ยนแปลงควรจะทำให้เร็วที่สุดจากการให้รางวัลท่านใดเป็นการอนุโลมตามและจากรางวัลภายนอกเป็นรางวัลภายใน





                                           
ใบกิจกรรมที่ 2.1
หัวข้อที่ฉันสนใจ อันดับ 2 เรื่องทฤษฏีการเรียนการสอน มีสาระสำคัญดังนี้

 มีทฤษฎีการเรียนการสอนที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ได้มากมายซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง เพียง4ทฤษฎีที่มีลักษณะแตกต่างกันคือ

  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของการเย่และบริกส์ (gagne and briggs) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของเมอร์วิล และไรเกลุท (merrill and reigeluth) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของเคส(case) 
  • ทฤษฎีการเรียนการสอนของลันดา(landa)
ทฤษฎีการเรียนการสอนของการเย่และบริกส์ (gagne and briggs) 
โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gagne) เป็นนักปรัชญาและจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกา (1916-2002) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการสอน คือ ทฤษฎีเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning)โดยทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่จัดอยู่ในกลุ่มผสมผสาน (Gagne’s eclecticism)   ซึ่งเชื่อว่าความรู้มีหลายประเภท  บางประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องใช้ความคิดที่ลึกซึ้งบางประ เภทมีความซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ความสามารถในขั้นสูง
 เลสลี่ บริกส์ (Leslie Briggs) เป็นนักการศึกษาที่สําคัญในวงการออกแบบและพัฒนาระบบการเรียน การสอน ได้มีการดําเนินการออกแบบในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูแบบการเลือกใช้ สื่อการสอน ซึ่งได้มีการวางแผนเพื่อนําเอานวัตกรรมมาเผยแพร่ด้วย ระบบการเรียนการสอนของ Briggs เหมาะสําหรับการออกแบบ การเรียนการสอนในระดับหน่วยวิชา หรือระดับโปรแกรมการเรียนรายวิชา ซึ่งถ้า สามารถดําเนินการตามคําแนะนําทุกขั้นตอนแล้ว การใช้ระบบของ Briggs จะได้ผลดีโดยเฉพาะ ในการพัฒนา โปรแกรมการเรียนการสอนรายวิชา

              ทฤษฎีการเรียนการสอนของเมอร์ริลและไรเกลุท 
เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์มหาภาพสำหรับการจัดการเรียนรู้การสอนเช่นความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อของรายวิชาและลำดับขั้นตอนการเรียนการสอน ทฤษฎีนี้เน้นมโนทัศน์หลักการระเบียบวิธีการและระลึก สาระสนเทศข้อความจริงต่างๆได้ทั่วไป แล้วทฤษฎีนี้มีทัศนะเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนว่าเป็นกระบวนการของการนำเสนอรายละเอียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป

   🍀ขั้นตอนการเรียนการสอนประกอบด้วย🍀
  • 1.เลือกการปฏิบัติทั้งหมดที่จะสอนโดยการวิเคราะห์ภาระงาน
  • 2.ตัดสินใจว่าจะสอนการปฏิบัติใดเป็นลำดับแรก
  • 3.เรียงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่ยังค้างคาอยู่
  • 4.ระบุเนื้อหาที่สนับสนุน
  • 5.กำหนดเนื้อหาทั้งหมดเป็นบทและจัดลำดับบท
  • 6.เรียงลำดับการเรียนการสอนภายในบท
  • 7.ออกแบบการเรียนการสอนสำหรับแต่ละบท

             ทฤษฎีการสอนของเคส
ได้แนะนำว่าขั้นตอนของพฤติกรรมระหว่างระยะสำคัญของการพัฒนาเชาว์ปัญญาขึ้นอยู่กับการปรากฏให้เห็นถึงการเพิ่มความซับซ้อนของประยุทธ์ทางปัญญาการใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นกับผู้เรียนทำให้เพิ่มประสบการณ์และเพิ่มขนาดของการทำงานในหน่วยความจำอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วย
      ทฤษฎีการสอนของเคส ให้แนวคิดเกี่ยวกับการสอนด้านพฤติกรรมในระหว่างการสอนแต่ละขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญานั้นขึ้นกับการเพิ่มความซับซ้อนของยุทธศาสตร์การคิด ผู้เรียนจะใช้ความคิดที่ซับซ้อนได้เมื่อได้รับประสบการณ์อย่างมีขั้นตอน การจัดการสอนลักษณะนี้จัดลำดับตามความมุ่งหมายของภารกิจที่จะเรียน จัดลำดับขั้นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความมุ่งหมายนั้น ๆ โดยการเปรียบเทียบการคิดกับทักษะที่ผู้เรียนได้รับ มีการจัดระดับความสามารถและการปฏิบัติของผู้เรียน มีแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างให้ผู้เรียนได้ศึกษา
     ทฤษฎีการสอนของเคส มีความขายครึ่งกับงานของเพียเจโดยเพียเจได้แนะนำว่าประยุทธ์ทางปัญญาของนักเรียนที่ยังไม่รับการสอนสามารถจะเปิดเผยและใช้พื้นฐานสำหรับจัดลำดับขั้นตอนการเรียนการสอนและวางแผนเหตุการณ์การเรียนการสอนได้


             ทฤษฎีการเรียนการสอนของลันดา
  เป็นการออกแบบการจำลองการเรียนการสอนที่ออกมาโดยใช้วิธีการพิเศษในการแก้ปัญหาเฉพาะอย่าง โปรแกรมการฝึกอบรมมีการพัฒนาวิธีการพิเศษในการแก้ปัญหาเฉพาะอย่างของภาระงาน. ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนติดตามระเบียบวิธีการที่มีอยู่ในคู่มือการอบฝึกอบรมในการใช้วิธีการออกแบบของอันดาเป็นความจำเป็นที่ต้องมีการระบุกิจกรรมและการปฏิบัติทั้งหมดที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นซึ่งผู้เรียนจะต้องแสดงออกมาเพื่อได้รวมใหม่ในการแก้ปัญหาบางอย่าง
    ในทางตรงข้ามอาจเรียกว่าเป็นวิธีการทางจิตวิทยาในการวางแผนการเรียนการสอนผู้เชี่ยวชาญหลักสูตรมีแนวโน้มที่จะเน้นไปทางโครงสร้างของเนื้อหาบนพื้นฐานของการนำไปประยุกต์ใช้บ่อยครั้งมีการจัดการเรียนรู้เป็น

  • 1.เนื้อหาด้านปัญญา
  • 2.ทักษะทางวิชาการ
  • 3.การเรียนรู้สังคม
  • 4.การเรียนรู้ตามความต้องการของเอกัตบุคคล





                                               

ใบกิจกรรมที่ 2.1
หัวข้อที่ฉันสนใจ อันดับ 3 เรื่องสภาวการณ์การเรียนรู้การสอนพื้นฐานของกาเรียนการสอนปกติ

 มีสาระสำคัญดังนี้


👉บทนำ จะช่วยนำความตั้งใจของผู้เรียนไปสู่ภาระการเรียนรู้ด้วยการอธิบายประโยชน์ของการประสบผลสำเร็จตามจุดประสงค์

👉การนำเสนอ เป็นการนำเสนอสารสนเทศ ข้อความจริง มโนทัศน์ หลักการหรือิธีการให้กับผู้เรียน ข้อกำหนดของการนำเสนอจะหลากหลายไปตามแบบของการเรียนรูั ที่จะให้ประสบผลสำเร็จ

👉การทดสอบตามเกณฑ์ เป็นการวัดผสำเร็จของผู้เรียนตามจุดประสงค์ปลายทาง

👉การปฎิบัติตามเกณฑ์ เกิดขึ้นในสถาการณ์เช่นเดียวกับการทดสอบปลายภาค โดยมีจุดประสงค์เพื่อการตัดสินผู้เรียนว่ามีความพร้อมที่จะสอบปลายภาคหรือความจำเป้นต้องเรียนซ่อมเสริม

👉การปฎิบัติในระหว่างเรียน เป็นการออกแบบช่วยให้ผู้เรียนให้สร้างสะพานข้ามช่องระหว่างพฤติกรรมที่แสดงว่ามีวามพร้อมถึงระดับที่จะรับการสอน กบัพฤติกรรมที่กำหนดโดยจุดประสงค์ปลายทาง สิ่งสำคัญที่ควรจดจำเกี่ยวกับการปฎิบัติในระหว่างเรียนคือ เป้นการเตรียมตัวผุ้เรียนเพื่อการแสดงออกซึงปฎิบัติท่ีเป็นไปตมเกณฑ์

👉การแนะนำ  เป็นการฝึกที่ฉลับพลันช่วยให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างถูกต้อง ในช่วงต้นของการปฎิบัติว่ามีการช่วยเหลือมากๆแล้วค่อยๆลดลง การช่วยลือจะอยู่ในช่วงปฎิบัติในระหว่างเรียนเท่านั้น ส่วนในช่วงปฎิบัติตามเกณฑ์ไม่ต้องช่วย

👉การให้ข้อมูลย้อนกลับ  เป็นส่วนนึงของการบรูราการปฎิบัติ เพื่อที่จะบอกกลับผู้เรียนว่า ปฎิบัติถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และจะมีการปรับปรุงอย่างไร การปฎิบัติแค่อย่างเดียวโดยไม่มีข้อมูลปอนกลับไม่เป็นการเพียงพอสำหรับการเรียนรู้ที่ีมีประสิทธิภาพ





                                                                                     
ใบกิจกรรมที่ 2.1
หัวข้อที่ฉันสนใจ อันดับ 4 เรื่อง..การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. มีสาระสำคัญดังนี้

การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
   ปัจจุบันมีการกล่าวขานมากมายถึงการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งนักศึกษาเป็นผู้คิดคนและใช้คำนี้เป็นครั้งแรกคือ อาร์ โรเจอร์ โดยเชื่อว่าวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบโดยส่งเสริมความคิดของผู้เรียนและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพสูงสุดของตนเองโดยมีแนวคิดดังนี้

  • 1.ผู้เรียนต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง
  • 2.เนื้อหาวิชามีความสำคัญและมีความหมายต่อการเรียน
  • 3.การเรียนรู้จะประสบความสัมพันธ์ที่ดี
  • 4.ระหว่างผู้เรียนการมีปฏิสัมพันธ์ผลสำเร็จถ้าผู้เรียนมีส่วนร่วม
  • 5ครูเป็นมากกว่าผู้สอน.
  • 6.ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม
  • 7.การศึกษาเป็นการให้นาประสบการณ์เรียนรู้ของผู้เรียนหลายๆด้าน
  • 8.ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการทำงานอย่างเป็นกระบวนการ
  • 9.ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
  • 10.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย
  • 11.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางสอนให้ผู้เรียนเกิดรู้จักวิพากษ์วิจารณ์
  • 12.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทำให้เกิดการนำตนเอง
  • 13.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
  • 14.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก่อให้เกิดการพัฒนามโนทัศน์ของตน
  • 15.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นการเสาะแสวงหาความสามารถพิเศษของผู้เรียน
  • 16.การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นวิธีการที่ดีแล้วจะช่วยดึงศักยภาพของผู้เรียน






                                                                             
ใบกิจกรรมที่ 2.1
หัวข้อที่ฉันสนใจ อันดับ 5 เรื่อง.  การวิจัยการเรียนรู้  มีสาระสำคัญดังนี้
    การวิจัยการเรียนรู้ผู้ออกแบบการเรียนการสอนแบบเฝ้าดูงานวิจัยที่จะตัดสินว่าเงื่อนไขอะไรทำให้มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่ขายครึ่งกับสิ่งที่ตนเผชิญอยู่  กรณีที่มีหลากหลายด้วยการตั้งคำถามลึกลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีสำหรับการสำรวจประชากรกลุ่มใหญ่เพื่อที่ตัดสินใจว่าประชากรเรานั้นชอบหรือไม่ชอบแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นการให้ผลต่อการศึกษาคือ การทดลอง

    แบบมโนทัศน์ของการวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอน เนื้อหาส่วนใหญ่ของงานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวแปรการออกแบบการเรียนการสอนต้องไปกว้างเกินไปโดยปราศจากการจัดการริทชี่ได้จัดกลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับตัวแปรการเรียนการสอนเป็นสี่กลุ่มใหญ่คือ 
  • 1.ผู้เรียน 
  • 2.เนื้อหาวิชา
  • 3.สิ่งแวดล้อม
  • 4.ระบบการสอน 


    ข้อมูลป้อนกลับ อีกวิธีหนึ่งทำให้การผิดพลาดคือการให้ผู้เรียนได้รับการรับรู้ที่คอยตอบสนองนั้นไม่ถูกต้องการรู้ว่าถูกหรือผิดควรช่วยให้ผู้เรียนแก้ไขการกระทำให้ถูกต้องระหว่างการทดลองและเน้นไปที่สวนของภาระงานที่ต้องกลั่นกรอง




                                                                                
ใบกิจกรรมที่ 2.2
ความรู้ใหม่ที่ฉันได้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมในเว็บไซต์ เกี่ยวกับหัวข้อที่ฉันสนใจ ได้สรุปสาระสำคัญดังนี้


กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

     กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีขั้นตอนการวิจัยเช่นเดียวกับกระบวนการวิจัยโดยทั่วไป ดังนี้




  กระบวนการวิจัยเพื่อการเรียนรู้ ได้มีการนำกระบวนการวิจัยทั่วไปมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา  การเรียนรู้หรือการพัฒนาการเรียนรู้เป็นสำคัญ ดังนั้นในขั้นการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา จึงต้องเน้นไปที่ผลการพัฒนาผู้เรียน 3 ด้าน คือด้านความรู้(Cognitive Domain) ด้านทักษะ(Psychomotor Domain) และด้านเจตคติ(Affective Domain) และก่อนที่ผู้สอนจะใช้การวิจัยในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อพัฒนาผู้เรียน เช่นเดียวกันกับผู้บริหารจะทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งองค์ประกอบของกระบวนการวิจัยเพื่อการเรียนรู้ มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ดังแผนภูมิ


1.  การวิจัยในกระบวนการเรียนรู้

         การวิจัยในกระบวนการเรียนรู้ คือการนำระเบียบวิธีวิจัยมามาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งมาจากความเชื่อว่า “ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและพัฒนาตนเองได้” ดังนั้นการจัดการศึกษาจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ความถนัด และความต้องการ จากสื่อและอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในครอบครัว ในสถานศึกษาและในชุมชนที่ผู้เรียนพบในชีวิตประจำวัน

         แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีหลายแนวคิด เช่น

        1) แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation learning) ซึ่งเน้นการสร้างความรู้จากประสบการณ์เดิมของผู้เรียนและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน
         2) แนวคิดการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งมี 3 ระดับ คือการรู้จำจากการบอกหรือสอน การรู้จักจากการคิดหาเหตุผล และการรู้แจ้งจากการสร้างความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วยการค้นพบด้วยตนเอง
         3) แนวคิดการสร้างความรู้ (Constructivism) เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองจากวิธีการต่าง ๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์เดิมจากโครงสร้างทางปัญญา และแรงจูงใจ

  จากแนวคิดดังกล่าวที่นำมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้ ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบโดยอาศัยกระบวนการวิจัยเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ในเรื่องที่มีความซับซ้อนทำให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด การจัดการ การหาเหตุผลในการแก้ปัญหา การผสมผสานความรู้แบบสหวิทยาการและการเรียนรู้ปัญหาที่ผู้เรียนสนใจ ครูจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีอิสระในการทดลองใช้แนวคิดและวิธีการต่าง ๆในการเรียนรู้ การทดสอบความรู้ที่ได้รับและการสรุปความรู้ เจตคติ และทักษะอันเป็นเครื่องมือพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีพัฒนาการทางสติปัญญา ทางอารมณ์ สังคม และทางร่างกาย ซึ่งรูปแบบการวิจัยในกระบวนการเรียนรู้ มีดังนี้



จากแผนภูมิ การวิจัยในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ คือผู้เรียนมีความรู้ เจตคติ และทักษะ ซึ่งได้จากการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้

        ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ความต้องการการเรียนรู้ ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะต้องทราบความต้องการการเรียนรู้ของตนเอง มีการลำดับความสำคัญของความต้องการก่อนหลังที่ต้องการจะเรียนเรียน และนำเรื่องที่มีความสำคัญลำดับแรก มากำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้
        ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องวางแผนการเรียนรู้ของตนเองว่าจะเรียนเรื่องอะไร ใช้เวลาเรียนเท่าไร เรียนรู้ด้วยวิธีใด เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ใด ต้องใช้สื่ออะไร และเมื่อมีปัญหาในการเรียนจะต้องปรึกษาใคร เมื่อได้รับความรู้แล้วจะนำความรู้ไปใช้อย่างไร ตลอดจนวางแผนการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนางาน
        ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติเพื่อแสวงหาความรู้ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ในการเรียนรู้ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึกข้อความ การสรุปความ การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ เช่น ศูนย์วิทยาการ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อบุคคลและสื่อเทคโนโลยี เป็นต้น เมื่อได้ความรู้แล้วควรตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ และนำความรู้ไปใช้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของการเรียนรู้
        ขั้นตอนที่ 4 การสรุปความรู้ เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนสรุปความรู้และนำเสนอความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ ฯลฯ และอาจใช้ เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆมาช่วยในการนำเสนอ
       ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลเพื่อปรับปรุงและนำไปใช้ในการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนประเมินกระบวนการเรียนรู้ของตนเองในระหว่างการเรียนรู้ทุกขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและการนำไปใช้พัฒนางานต่อไป

2.  การวิจัยพัฒนาการเรียนรู้

       ในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม  มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขนั้น ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานการจัดการศึกษา ที่กำหนดในการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ คือผู้เรียนจะต้องเกิดกระบวนการเรียนรู้ตรงตามเป้าหมายการเรียนรู้ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จึงมีบทบาสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนจำเป็นจะต้องบูรณาการภารกิจของการวิจัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้

       1. ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน ควรใช้กระบวนการวิจัยมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
       2. ทำวิจัยเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน
       3. นำผลการวิจัยมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน

       ดังนั้น การใช้การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จึงเป็นภารกิจที่สำคัญและจำเป็นที่ผู้สอนควรนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีการดำเนินงาน ดังนี้



จากแผนภูมิกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้

                ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการ/พัฒนาการเรียนรู้
                ขั้นตอนที่ 2 วางแผนการจัดการเรียนรู้
                ขั้นตอนที่ 3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้
                ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลการเรียนรู้ 
                ขั้นตอนที่ 5 ทำรายงานผลการเรียนรู้

     กระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนผู้สอนจะต้องนำวิธีวิจัยมาใช้ในการดำเนินงาน และในขั้นตอนที่ 3 เมื่อผู้สอนทำการประเมินระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นเล็กน้อย ผู้สอนจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ และเมื่อผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ในขั้นตอนที่ 4 แล้วพบว่าไม่มีปัญหา ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ตรงกับจุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องจัดทำรายงานผลการเรียนรู้ เพื่อรายงานแก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อทราบและใช้ประโยชน์ต่อไป

      ในกรณีผู้สอนทำการประเมินผลการเรียนรู้ในขั้นตอนที่ 4 แล้วพบว่ามีปัญหารุนแรง หรือพบว่ามีบางเรื่องที่จำเป็นต้องพัฒนา แต่ไม่อาจทำได้ทันที เช่น ผู้เรียนวิชาภาษาไทยขาดทักษะการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านจับใจความ ผู้สอนจะต้องทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยดำเนินการดังนี้

           1) จัดกิจกรรมแก้ปัญหา/พัฒนา
           2) เก็บรวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์ข้อมูล
           3) สรุปผลการแก้ปัญหา/พัฒนา

       เมื่อได้ผลการแก้ปัญหา/พัฒนาแล้ว ผู้สอนจะต้องกลับไปประเมินผลการเรียนรู้และรายงานต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ประโยชน์และเมื่อผู้สอนได้ทำวิจัยเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนรู้ได้แล้ว ผู้สอนจะต้องนำผลวิจัยไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป

3.  การวิจัยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

       การจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายในของสถานศึกษา เช่น ผู้สอน ผู้เรียน หลักสูตร  สื่อ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษาดำเนินไปได้ด้วยดี คือผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจะต้องระดมสรรพกำลังบุคลากรทุกฝ่ายตั้งแต่ ผู้สอน ผู้เรียน กรรมการสถานศึกษา และชุมชน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ เพื่อกำหนดทิศทางหรือวิสัยทัศน์  จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา จัดทำแผนปฏิบัติการ การดำเนินงานตามแผน การนิเทศติดตามผล และการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษา

        กระบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวถือว่าผู้บริหารสถานศึกษาได้นำกระบวนการวิจัยมาใช้ในการบริหารจัดการของสถานศึกษา ดังนี้



จากแผนภูมิจะเห็นได้ว่าผู้บริหารได้ใช้กระบวนการวิจัยมาดำเนินการบริหารสถานศึกษา เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการเพื่อกำหนดทิศทาง/วิสัยทัศน์จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา/แผนปฏิบัติการ กำกับ ดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผน นิเทศ ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษา

      ในกรณีที่ประเมินผลการดำเนินงานแล้วพบว่ามีปัญหารุนแรงหรือพบเรื่องที่ควรได้รับการพัฒนา ผู้บริหารจะต้องทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานดังกล่าวในระหว่างขั้นตอนที่ 4 ของการดำเนินงาน โดยมีขั้นตอนวิจัย 5 ขั้นตอน ดังนี้

                  1. การวิเคราะห์ปัญหา/พัฒนา
                  2. วางแผนแก้ปัญหา/พัฒนา
                  3. จัดกิจกรรมแก้ปัญหา/พัฒนา
                  4. เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
                  5. สรุปผลการแก้ปัญหา/พัฒนา

        เมื่อสรุปผลการแก้ปัญหา/พัฒนา เสร็จแล้วขั้นต่อไปคือการนำผลการวิจัยไปใช้ และประเมินในขั้นตอนที่ 4 ของการดำเนินงานบริหารอีกครั้ง ถ้าพบว่าไม่มีปัญหา จึงจัดทำรายงานผลการดำเนินงานสถานศึกษาให้ผู้เกี่ยวข้องทราบหรือเป็นข้อมูลในการพัฒนา ต่อไป

แหล่งอ้างอิง

1.  กระทรวงศึกษาธิการ.(2548) มาตรฐานการศึกษาของชาติ.กรุงเทพฯ : สหายบล็อกและการพิมพ์
2.  กรมวิชาการ.(2545) การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
3.  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน)(2547).พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค
                                                                              

ใบกิจกรรมที่ 2.2
ความรู้ใหม่ที่ฉันได้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมในเว็บไซต์ เกี่ยวกับหัวข้อที่ฉันสนใจ ได้สรุปสาระสำคัญดังนี้

ทฤษฏีการเรียนการสอน
    ทฤษฎี หมายถึง ความคิดหรือชุดของความคิดที่ต้องการอธิบาย บรรยาย หรือทำนายปรากฏการณ์ หรือหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง (ราชบัณฑิตยสถาน, 2555, หน้า 544) ทฤษฎีเป็นกรอบแนวคิดที่แยก ลักษณะสำคัญออกจากสารสนเทศทั่วไปของปรากฏการณ์ และต้องผ่านการทดสอบจนเป็นที่ยอมรับ (Gredler, 1997, p. 8) ดังนั้น ความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นที่กล่าวมา นี้จึงตรงกับที่ ทิศนา  แขมมณี (2555, หน้า 475) ให้ความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้คือ ข้อความรู้ที่ พรรณนา/อธิบาย/ทำนายปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทดสอบตามกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการสืบสอบ แสวงหาความรู้ที่เหมาะกับศาสตร์แต่ละสาขาซึ่งได้รับการยอมรับ ว่าเชื่อถือได้ และสามารถนำไปนิรนัยเป็นหลักหรือกฎการเรียนรู้ย่อย ๆ หรือนำไปใช้เป็นหลักในการจัด กระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ ทฤษฎีโดยทั่วไปมักประกอบด้วยหลักการย่อย ๆ หลายหลักการ

บทบาทของทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีการเรียนรู้มีบทบาทต่อการพัฒนาการเรียนการสอนดังนี้ (Gredler, 1997, pp. 9-11)

1) เป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัย ทฤษฎีการเรียนรู้ประกอบด้วยหลักการเรียนรู้ย่อย หลายหลักการที่สามารถตรวจสอบได้ในห้องทดลอง หรือนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลที่รวบรวมได้จะช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพราะผ่าน การตรวจสอบด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ยกตัวอย่าง เช่น ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s connectionism) ธอร์นไดค์เป็นนักจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมซึ่งทำการทดลองความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเร้าที่มีต่อพฤติกรรมการตอบสนองที่เป็นการลงมือปฏิบัติและผลที่ตามมาในหลากหลายลักษณะ จนสามารถสรุปเป็นหลักการเรียนรู้ที่เรียกว่า กฎแห่งผล ซึ่งกล่าวว่าพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าใด ที่ได้รับผลที่ทำให้ผู้เรียนพึงพอใจ ผู้เรียนจะกระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก แต่ถ้าไม่ได้รับผลที่พึงพอใจผู้เรียน ก็จะหยุดหรือเลิกทำพฤติกรรมนั้น การนำทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน จึงเป็นกรอบการวิจัยที่จะช่วยพัฒนาให้เกิดผลการเรียนรู้ที่เราคาดหวังกับนักเรียน โดยการจัดสิ่งเร้าที่ นักเรียนพึงพอใจ และให้รางวัลกับนักเรียนเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ที่เราต้องการ พัฒนา

 2) ช่วยในการจัดการกับความรู้ ถ้าพิจารณาเนื้อหาความรู้ที่นำมาสอนในห้องเรียนจะพบว่า ความรู้บางอย่างเป็นรูปธรรม บางอย่างเป็นนามธรรม ความรู้บางอย่างเป็นพื้นฐานต้องเรียนก่อน บางอย่างมีความซับซ้อน ต้องมีพื้นฐานบางเรื่องมาก่อนจึงจะเรียนรู้ได้ การจัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับ ผู้เรียน นอกจากต้องเข้าใจธรรมชาติของเนื้อหาแล้วยังต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปัญญาของผู้เรียนซึ่งเป็นทฤษฎีที่เสนอโดยเพียเจต์ นักจิตวิทยาพัฒนาการที่ได้อธิบายการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยเป็นลำดับ จากเรื่องที่ง่ายหรือเป็นรูปธรรมไปสู่เรื่องที่ยากซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม ซึ่งช่วยในการจัดการกับความรู้ที่จะนำเสนอให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน

 3) ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนและปรับพฤติกรรมของนักเรียนให้ดีขึ้น ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนนั้นมีความซับซ้อน หากครูไม่เข้าใจทฤษฎีการเรียนรู้อย่างถ่องแท้ก็มักจะใช้ผิด ๆ หรือไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยให้ครูจัดการกับปัญหาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ในห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง การให้คำชมเชย ครูที่ใช้คำชมเชยอย่างพร่ำเพรื่อ แก่นักเรียนจะไม่สามารถกระตุ้นหรือส่งเสริมนักเรียนให้แสดงพฤติกรรมตามที่ครูต้องการอย่างได้ผลคงที่ แน่นอน จากทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ทำให้ทราบว่า การให้คำชมเชยแก่นักเรียนต้องทำอย่างมี เงื่อนไขชัดเจนจึงจะได้ผลตามที่ต้องการ

4) ช่วยในการจัดการกับประสบการณ์ที่ควรมีมาก่อนของผู้เรียน ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ความรู้ พื้นฐานหรือประสบการณ์เดิมนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจากทฤษฎีการสร้างความรู้ทำให้ ทราบว่า การเรียนรู้เรื่องใหม่ต้องมีพื้นฐานจากความรู้และประสบการณ์เดิมที่เกี่ยวข้องจึงจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นได้ ครูที่ตระหนักในทฤษฎีดังกล่าวจะต้องวิเคราะห์ผู้เรียนโดยเฉพาะภูมิหลังและ ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเพื่อจะรู้ว่าควรเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างไรจึงจะมีประสิทธิผล

5) ช่วยในการวางแบบแผนในการทำงาน ทฤษฎีเป็นข้อความที่อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเหตุ ที่มีต่อผลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ในการวางแผนการเรียนการสอนจึงเป็นการทำงาน อย่างเป็นระบบเพื่อไปสู่เป้าหมายหรือผลที่คาดหวัง ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จได้ดีกว่า การทำงานโดยขาดแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจน นอกจากนั้นการท างานโดยมีทฤษฎีชี้นำยังช่วยให้ สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย เพราะทฤษฎีสามารถ พัฒนาหรือปรับเปลี่ยนได้ หากทฤษฎีไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่าง ทฤษฎี การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขของพาฟลอฟ (Pavlov) ที่เหมาะกับการปรับพฤติกรรมของสัตว์ที่แสดงพฤติกรรม ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วไปตามธรรมชาติ เช่น อาหาร แต่ไม่ สามารถนำมาใช้กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนได้

  ทฤษฎีการเรียนรู้และการประยุกต์สู่การสอน 
 ทฤษฎีการเรียนรู้สร้างขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎี ในกลุ่มพฤติกรรมนิยมซึ่งนิยามการเรียนรู้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็จะเน้นองค์ประกอบที่มี ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ส่วนทฤษฎีกลุ่มพุทธินิยมที่นิยามการเรียนรู้ว่า เป็นกระบวนการคิดหรือ การพัฒนาทางสติปัญญา ก็จะเน้นที่กระบวนการคิดอย่างมีคุณภาพ  ดังนั้นในการน าเสนอทฤษฎีการ เรียนรู้ต่าง ๆ ที่คัดสรรว่ามีบทบาทต่อการประยุกต์สู่การออกแบบการเรียนการสอนที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็ จะกล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้ กฎหรือหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ของทฤษฎีนั้นและการ ประยุกต์สู่การออกแบบการเรียนการสอน

  ทฤษฎีเกสตัลต์ (gestalt theory)  คำว่า “gestalt” เป็นคำศัพท์ในภาษาเยอรมัน หมายถึง รูปร่างหรือรูปแบบ (form or pattern) ทั้งที่เป็นส่วนย่อยและส่วนทั้งหมด นักทฤษฎีในกลุ่มนี้ศึกษาว่ามนุษย์รับรู้สิ่งที่เห็นอย่างไรและเข้าใจ ความสัมพันธ์ของส่วนทั้งหมดกับส่วนย่อยที่ประกอบกันเป็นส่วนทั้งหมดอย่างไร นอกจากนี้ยังเชื่อว่า บุคคลแต่ละคนตอบสนอง/รับรู้ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นสถานการณ์เดียวกันมากกว่า การรับรู้แยกกันเป็นแต่ละเหตุการณ์ แนวความคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ ส่วนรวมมิใช่เป็นเพียงผลรวมของ ส่วนย่อย ส่วนรวมเป็นสิ่งที่มากกว่าผลรวมของส่วนย่อย (the whole is more than the sum of the parts) (ทิศนา  แขมมณี, 2555, หน้า 60)

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s connectionism) ธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นผู้ค้นพบกฎการเรียนรู้จากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการ ตอบสนองโดยการกระทำอย่างมีเป้าหมาย จากผลงานการทดลองจับแมวใส่กรงที่มีสลักประตูปิดไว้ให้ แมวหาทางออกจากกรงเพื่อกินอาหาร โดยแมวจะต้องหาทางถอดสลักประตูให้ได้จึงจะได้กินอาหาร ซึ่ง จากการทดลองพบว่า ในระยะแรกแมวใช้วิธีลองถูกลองผิด (trial and error) และค้นพบวิธีถอดสลัก ประตูโดยบังเอิญทำให้ประตูเปิดและออกมากินอาหารได้ การทดลองในครั้งต่อ ๆ มา แมวใช้เวลา น้อยลงในการหาทางออกมากินอาหารได้ การทดลองนี้ทำให้สามารถตั้งกฎการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้ (Gredler, 1997, p. 24)

ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม (social-cognitive learning theory) แบนดูรา (Bandura, 1977) ผู้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม (social-cognitive learning theory) อธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้การแสดงพฤติกรรมใหม่ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น หรือตัวแบบ (model) และผลที่ตามมาของพฤติกรรม ซึ่งเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้ในการพิจารณาว่า พฤติกรรมอันใดได้รับการยอมรับให้ปฏิบัติ บุคคลก็จะใช้เป็นแนวทางสำหรับการแสดงพฤติกรรมใหม่ ของตนต่อไป  แบนดูรากล่าวถึง การเรียนรู้และการแสดงพฤติกรรมว่าเป็นเหตุการณ์ที่แยกกัน การเรียนรู้ ตามทัศนะของแบนดูราจึงแตกต่างจากการเรียนรู้ตามทัศนะของนักพฤติกรรมนิยมซึ่งมีความเห็นว่า การเรียนรู้คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร แต่ทัศนะของแบนดูราผู้ที่เรียนรู้พฤติกรรมใด หมายถึงการรับรู้และจดจำพฤติกรรมนั้นไว้ แต่อาจจะแสดงหรือไม่แสดงพฤติกรรมนั้นก็ได้



                                              
กิจกรรมที่ 3 : สรุปสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ โดยใช้ผังความคิด
กิจกรรมที่ 3.1 สรุปสิ่งที่เรียนรู้ สร้างแผนผังความคิดที่ดีงามและสร้างสรรค์ (20 นาที)*
เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคือ      ชื่อหัวข้อ + จินตนาการ + การออกแบบ + Concept
ของรูปภาพ + เนื้อหาสาระ    พี่จ๊าบขอแนะนำแหล่งศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างแผนผังความคิด คลิ๊กไปได้ที่ : http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/soqd/admin/news_files/403_18_4.pdf


👇👇👇👇👇👇👇👇👇👇👇👇👇



                                                                                 
กิจกรรมที่ 4 : ประเมินความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน

กิจกรรมที่ 4.1 ประเมินความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน (ไม่จำกัด)*
“Hooray!!! ในที่สุด...คุณก็มาถึงจุดๆ นี้คือกิจกรรมสุดท้าย ขอแสดงความยินดีด้วยนะ ในการตรวจสอบพัฒนาการด้านความรู้ของเรา ว่าจะดีขึ้นมากน้อยขนาดไหน ให้นักศึกษาปฏิบัติตามดังนี้
1.     ให้ย้อนกลับไปดูกิจกรรมที่ 1 ทบทวนความรู้เดิมของเรา และดูกิจกรรมที่ 2 มา
เรื่อยๆ จนถึงกิจกรรมที่ 3  สรุปสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ โดยใช้ผังความคิด และตอบคำถามต่อไปนี้ จากนั้นร่วมอภิปรายถึงกิจกรรมของตนเองที่ได้ศึกษาและเรียนรู้ ร่วมกันกับเพื่อนผ่านทาง Line, Facebook กันอย่างสนุกสนาน เฮฮา รื่นเริง ต้อนรับสงกรานต์

1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่ทำการศึกษาในบทที่ 4 ก่อนและหลังการปฏิบัติกิจกรรม      การเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self-directed Learning) จงอธิบาย?



คนที่ไม่รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน เฉื่อยบางครั้ง  ตั้งใจฟังบ้างไม่ฟังบ้าง
ค้นคว้าหาความรู้ปกติ ไม่รู้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

 



คนที่มีควากระตือรือร้นในการค้นค้าหาความรู้และการทำงาน ตั้งใจฟังผู้สอน มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมมากขึ้น

ฉันคนเดิม
ฉันคนใหม่

2) สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในการปฏิบัติกิจกรรมนี้ คือ...เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ควรบริหารเวลาให้เหมาะสม ไม่ใช่เป็นคนรับความรู้อย่างเดียว ต้องหาคามรู้และเป้นผู้ให้กับตนเองและเพื่อนๆด้วย มีความรับผิดชอบ มสิตในการคิด คิดแบบเป้นเหตุเป้นผลเสมอ มีความรูมาขึ้นในเนื้อหาสาระการเรียน

👍ข้อดี 👍  มีความกระตือรือร้นมากขึ้น  คิดอย่างมีเหตุผลและการทำงานให้เต็มที่  มีความรับผิดชอบต่อห้าที่ที่ตนพึงกระทำ
👎ข้อเสีย..👎.เวลาอาจจะน้อยไปในการทำกิจกรรมที่ให้มาเยอะขนาดนี้..
3) ระยะเวลาที่ปฏิบัติกิจกรรมทั้งหมด .1. วัน ...3 ชั่วโมง....0นาที